Humans Of Chiang Mai แบม ธศศิน : ความสุขใหญ่ ขนาดย่อม

Humans Of Chiang Mai : ธศศิน อินทะพันธุ์ (แบม) อายุ 26 ปี

       ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะหันหลังจากสังคมเมืองเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เหมือนกับว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งมวลมนุษย์ทั้งหลายหลากเผ่าพันธุ์หรือต่างภาษาล้วนเบือนหน้าหนีจากความโกลาหลในสังคมและเต็มไปด้วยการแข่งขันกับค่านิยมที่ว่า “ยิ่งมียิ่งสุข” มุ่งหน้าค้นหาสิ่งที่ ”เป็นความจริง” นั่นคือการแสวงหาวิถีชีวิตที่คนปัจจุบันให้คำนิยามว่า “Slow Life” อันเกิดมาจากปรัชญาการหลีกหนีสังคมเมืองที่วุ่นวาย ที่ถึงแม้จะไม่สามารถก้าวออกมาได้หมด แต่อย่างน้อยส่วนหนึ่งของชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบหรือยึดติดกับการแข่งขันเสมอไป หากแต่จะหันมามองและใส่ใจกับรายละเอียดที่อยู่รอบกายมากขึ้น

       นิยามคำว่า “Slow Life” มิใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงชีวิตที่เชื่องช้า เซื่องซึม หากแต่มันคือมุมมองการใช้ชีวิตที่ทำให้เราหันมามองและสะกดคำว่า “ชีวิต” ที่เป็นแก่นจริงมากกว่าเปลือกนอก นัยว่าให้ความสำคัญกับรายละเอียดของสิ่งที่อยู่รอบข้างมากกว่าจุดหมายปลายทาง โดยหวังว่าสิ่งเล็กน้อยที่ได้พบเจออย่างกับเป็นเรื่องธรรมดาหรือชัยชนะแค่เพียงเล็กๆในบางอย่างนั้นแหละคือคำตอบของความสุขอันยิ่งใหญ่

       “แบม” ธศศิน อินทะพันธ์ คืออีกหนึ่งบุคคลที่ปัจจุบันเขาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับนิยาม “Slow Life” กับร้านอาหารและโปรดักชั่นเล็กๆที่ตั้งซุกซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ แบมคืออีกคนที่หันหน้าจากแสงสียามราตรีสู่แสงแดดอันอบอุ่นตอนกลางวันด้วยความคิดที่ว่า “ใหญ่ๆไม่ เล็กๆใช่” เขาเริ่มหันกลับมามองสิ่งเล็กๆที่อยู่รอบตัวมากขึ้น อยู่ท่ามกลางธรรมชาติของเมืองเชียงใหม่ ที่สำคัญอยู่กับคนที่เขารัก วันนี้-ผ่านบทสมภาษณ์ของเรากับเขา จะได้ค้นพบบางแง่มุมที่จะเปิดเผยถึงความรู้สึกของการใช้ชีวิตในแบบฉบับความสุขของเขา

แบม ธศศิน อินทะพันธุ์

– ปัจจุบันทำอะไรบ้าง

       ตอนนี้งานหลักๆคือทำโปรดักชั่นกับเพื่อนอีกคนนึงครับ ชื่อว่า Barefoot Studio รับถ่ายภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง ตัดต่อวีดีโอ งานออแกไนซ์ คือรับทำทุกอย่างครับ ถ้าทำได้ เดินไฟ เย็บผ้า ทำโต๊ะ ทำบาร์ก็รับ แต่อันนี้แล้วแต่จะคุยและพอใจเลยครับ (หัวเราะ) แล้วก็ทำร้านอาหารเล็กๆ ร้าน Barefoot Cafe อีกด้านก็ยังมีเล่นดนตรีนิดหน่อยครับ แล้วแต่ว่าจะมีคนเรียกไปแจมด้วยหรือเปล่า (หัวเราะ)

– เล่าชีวิตแต่ก่อนให้ฟังหน่อย

       ชีวิตเมื่อก่อนก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆเท่าไรครับ ไม่ได้มีอะไรหวือหวา พอจบจากโรงเรียนดาราก็มาอยู่นิเทศฯพายัพ ได้เจอเพื่อนใหม่ เปลี่ยนสังคมใหม่ ความรับผิดชอบเรื่องเรียนก็มากขึ้น ทุกวันก็ออกไปเรียน ดีหน่อยที่บ้านอยู่ใกล้ๆ ม. ครับ เลยตื่นสายได้ (หัวเราะ) ระหว่างที่เรียนเราก็ได้เจอเพื่อนใหม่เยอะ ที่มาจากต่างโรงเรียน ต่างจังหวัด คนหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่เพื่อนๆผมจะเป็นพวกเดียวกัน คือเฮฮาบ้าบอ พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง (หัวเราะ) แต่กลุ่มเพื่อนนี่แหละครับ ที่เป็นตัวผลักดันให้เราเรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะครับ ถึงเราจะบ้าๆบอๆ แต่ก็ทำงานไม่เคยขาด

– จุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรี

       ก็เป็นตอนประมาณตอนปี 2 ขึ้นปี 3 ครับ ผมมีโอกาสได้ไปสอนกลอง แทนพี่ชาย ที่โรงเรียนดนตรีแถวๆบ้าน คือผมไม่เคยเรียนกลองนะ แต่อาศัยประสบการณ์ตอนอยู่ที่โรงเรียนและพี่ชายเคยสอนตอนเด็กๆ เลยตีเป็น กับพออ่านโน้ตได้จากการเรียนเปียโนตอนเด็กเลยพอจะสอนได้แบบเบื้องต้น ก็สอนไปเรื่อยๆได้สักพักใหญ่ๆเลยครับ ในระหว่างที่ยังเรียนมหาลัยอยู่ จนเก็บเงินได้ก้อนเล็กๆ แต่ก็สอนต่อไม่ได้ครับ เพราะรู้สึกไม่เต็มที่ เพราะเราไม่มีความรู้จริงจังเลยคิดว่าคงสอนคนอื่นไม่ได้ สุดท้ายตัดสินใจเลิกสอนไปครับ แล้วเอาเงินก้อนที่เก็บได้จากการสอนไปเรียนกลองแบบจริงจัง ก็ได้ไปสมัครเรียนที่ รร.สอนดนตรีวรนันท์ หลัง มช. ลงเรียนแจ๊สมัน เพราะตอนนั้นคิดว่ามันน่าจะยากและเท่ดี (หัวเราะ)

– สู่การเริ่มเล่นดนตรีกลางคืนตามร้าน

       ก็พอได้เริ่มเรียนดนตรีจริงๆจังๆก็รู้เลยว่า เรายังอ่อนหัดมาก แต่ด้วยความที่มันเป็นเงินตัวเอง และน่าจะใช้เรียนได้ไม่นาน ก็เลยเรียนและซ้อมเยอะครับ เรียนได้อยู่ 3 เดือน ระหว่างนั้นก็ตามไปดูอาจารย์ที่สอนกลองผม คือพี่กิ๊บ วง Delritmo เขาเล่นตามร้าน ไปนั่งดู บางทีก็ได้แจมบ้าง ตามอยู่หลายปีเลยครับ จนเราพอจะเล่นร้านเล่นวงกับเค้าได้ พอขึ้นปี 4 ตอนนั้นก็มีวงเล่นเป็นตัวเป็นตนแล้วครับ ได้เล่นตามร้านกลางคืนจริงๆจังๆกับวง ปาปาเรสโต้ เล่นที่ North Gate ด้วยนะ (ทำหน้าภูมิใจพร้อมหัวเราะ) แต่ฝีมือก็ยังไม่ได้ไปไหนกับเขาเลย แต่ก็เล่นอยู่หลายเดือนเลยครับ ช่วงนั้นก็เล่นดนตรีกลางคืน กลางวันก็ไปเรียน จนเรียนจบ

แบม สมัยเล่นดนตรีตามร้านอย่างเฟี้ยวฟ้าว

– หลังเรียนจบเป็นอย่างไร

       ก็คุยกับเพื่อนๆ ว่าจะเปิดบริษัทรับพวกสื่อ ภาพนิ่ง และ VDO ตั้งใจว่าจะลุยกันตอนที่ไฟยังแรงอยู่ ก็ทำได้เกือบปีก็แยกย้ายกันไปครับ ด้วยความที่ยังเด็กและอ่อนต่อโลกอยู่เลยทำให้เราไปกันไม่รอด พอบริษัทที่ทำปิดตัวลง ผมก็เปลี่ยนอาชีพ (ถือเป็นจุดเปลี่ยน?) ใช่ ผมย้ายตัวเองไปอยู่เขาใหญ่ ที่ปากช่อง ไปเป็นชาวไร่อยู่ที่นั่น ไปทดลองการปลูกผักแบบทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่หมักน้ำหมักกันศัตรูพืช บำรุงผัก ปรับหน้าดิน ปรับคุณภาพดิน ทำได้อยู่ 4 เดือน โครงการนั้นก็พับไป เลยกลับมาอยู่ เชียงใหม่เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็กลายเป็นคนตกงาน อยู่ว่างๆรับจ๊อบเล็กๆน้อยๆไป เพราะช่วงนั้นแรงและไฟที่มีอยู่มันน้อยมากจนไม่ยากทำอะไรเลยครับ ผ่านไป 1 ปี เริ่มอยู่ไม่ได้ ถึงเวลาต้องดิ้นรนหางาน ก็ไปได้งานที่บริษัทโปรดักชั่นแห่งหนึ่งที่นิมมาน ชื่อ House Of Idea  ได้เป็นพนักงานประจำอยู่พักนึงก็ตัดสินใจออกมาก เพื่อเดินตามสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายเอาไว้ครับ คือการเปิดกิจการของตัวเอง เลยเริ่มต้นใหม่ เปิดออฟฟิศใหม่ และเปิดร้านอาหารใหม่กับแฟนคือเอิน และพี่โอม กับเพื่อนอีกคนชื่อเป๊กครับ และในส่วนนี้ผมต้องขอขอบคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และพี่ชาย ผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่เป็นกองหนุนให้ผมมาตลอดครับ


แบม กับร้าน Barefoot Cafe (ข้างหลัง)

 – ความทะเยอทะยานของชีวิตในสมัยก่อน

       ตอนนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจเอาไว้เลยว่าต้องทำให้ได้และไปให้ถึงคือ ผมจะเล่นดนตรีอาชีพให้ได้ ผมจะเล่นดนตรีหาเงินให้ได้หลังจากที่ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการไปนั่งฟังอาจารย์ที่สอนกลองผมเล่นดนตรีตามร้านอยู่เป็นปี ซึ่งอาจจะไม่ได้เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่อะไร เพราะคนอื่นๆอาจจะมองไปไกลกว่านั้น แต่ผมคิดแค่ว่า เออ กูต้องเล่นดนตรีที่ร้านให้ได้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็สำเร็จมีความสุขแล้ว นั่นคือในส่วนของการเล่นดนตรี ส่วนเรื่องงานด้านโปรดักชั่นก็เหมือนกัน คือสองอย่างนี้มันเดินไปพร้อมๆกัน ด้านโปรดักชั่น ผมก็คิดไว้ว่า ผมจะสร้างทีม สร้างออฟฟิศของตัวเอง สร้างงานดีๆ ให้ทุกคนที่ทำด้วยกันมีความสุข ไม่อดอยาก เดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆด้วยกันครับ เล็กๆ ไม่ใหญ่ แต่ไม่หยุด และตอนนี้ก็ยังทำอยู่ครับ แต่มันยังไม่ถึงเป้าหมายที่คิดเอาไว้

– นอกจากดนตรีแล้ว ในช่วงนั้นวางแผนชีวิตในด้านอื่นหรือไม่ ,อย่างไรบ้าง

       ก็ไม่ถึงกับวางครับ แค่คิดไว้เฉยๆ ว่าจบมาแล้วอยากทำออฟฟิศของตัวเอง ประจวบเหมาะพอดี เพื่อนชวนทำ ก็เลยลุยเลย รวมตัวกันได้ 5-6 คน รับถ่ายภาพนิ่ง วีดีโอ งานแต่ง งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ ถ่ายละครเวที ถ่ายรายการ รับหมดครับ ช่วงนั้นก็ทำคู่กันมาเรื่อยๆ เอาเงินที่ได้จากงานดนตรีมาใช้ประจำวัน ทำอยู่อย่างนั้นเกือบปี สุดท้ายออฟฟิศก็ปิดไปอย่างที่บอก ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปด้วยความที่ยังเด็กและปัญหาหลายอย่างครับ

– เล่าถึงจุดเปลี่ยน หรือ อะไรที่ทำให้เริ่มหันมาเปิดร้าน  ? แล้วทำไมถึงสนใจ ?

       พูดจริงๆคือร้านก็ไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเลยครับ ทุกอย่างมันเกิดเร็วมาก พอดีช่วงนั้นหลังจากที่กลับมาจากเขาใหญ่ได้ปีนึง ก็มองหาที่เปิดออฟฟิศใหม่อยู่เรื่อยๆ แล้วพอดีรุ่นพี่ที่หมู่บ้านเพนกวินก็บอกว่ามีบ้านว่าง เราก็เลยรีบโทรไปคุยกับเจ้าของเลย แล้วก็ถามเอินถามเพื่อนว่าจะทำมั้ย ด้านบนเป็นออฟฟิศ ด้านล่างเป็นร้าน Barefoot Cafe แล้วก็วางแผน วางคอนเซ็ปต์ร้านอาหาร รออยู่ 1 เดือนเพื่อย้ายเข้าครับ ระหว่างนั้นก็เตรียมตัวทำร้านอาหารก่อนเลย มันเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าตั้งใจครับ (หัวเราะ)

– ถึงจุดอิ่มตัวจากการเล่นดนตรีด้วยหรือไม่ ? หรือสาเหตุใด ?

       ตอนนี้ก็รู้สึกอิ่มตัวนะครับ มันค่อนข้างนิ่งๆเลย เพราะเราก็ต้องดูร้านอาหาร แล้วก็ต้องทำงานโปรดักชั่นไปด้วย ออกไปถ่ายงาน ตัดต่องาน เตรียมงาน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งดนตรีไปนะครับ วันไหนว่างถ้ามีคนโทรมาให้ไปเล่นแทน หรือมีงาน Event ให้ไปช่วยเล่น ก็ไปครับ ยังสนุกเหมือนเดิม

– การหันมาเปิดร้านหมายถึงเราคิดถึงชีวิตในอนาคตมากขึ้นหรือไม่(ความมั่นคงในระยะยาว) ?

       คิดนะครับ เพราะวางแผนว่าอยากจะเก็บเงินไปเที่ยวครับ แต่มันคงไม่ง่าย เพราะร้านเราลงมือเองทั้งหมด เพราะฉะนั้นเวลาว่างมันก็หายากครับ แต่อนาคตมันก็คืออนาคตครับ ไม่ได้คาดหวังอะไร มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เลยไม่ค่อยคิดมากเท่าไหร่ ค่อยๆทำมันไปดีกว่าครับ

– จากชีวิตในแสงสีกลางคืนสู่ชีวิตท่ามกลางแสงแดดกลางวัน ต่างกันอย่างไร

       มันก็ไม่ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะ เอาจริงๆผมแยกไม่ออกเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ก็ทำคู่กันไปครับ แค่แบ่งเวลาให้ชัดเจน บางทีต้องตื่นเจ็ดแปดโมงไปตลาดซื้อของเข้าร้าน แล้วก็ทำอาหารให้ลูกค้า บ่ายๆขึ้นทำงานข้างบน ดึกๆค่ำๆออกไปเล่นดนตรี เล่นเสร็จก็กลับมาช่วยเอินเก็บร้าน สงสัยคงชินอะครับ ตอนจับตะหลิวก็เหมือนจับไม้กลอง ตวัดไปแล้วก็สนุกมีความสุขดี ตีกลองแล้วเห็นคนดูอินตาม ก็เหมือนทำอาหารให้คนทานแล้วเค้าบอกว่าอาหารอร่อย ตื้นตัน

– เรียนรู้อะไรบ้างจากชีวิตที่ผ่านมา

       เรียนรู้เยอะครับ รู้ว่าเราต้องใจเย็น ทำอะไรแล้วก็ต้องทำเลย เต็มที่ ลุยไปเลย และต้องมีความสม่ำเสมอครับ ยากมาก เพราะตอนนี้ก็ยังพยายามทำอยู่ครับ ทำทุกอย่างให้ดีและสม่ำเสมอ

– การเปิดร้านหมายความว่าเราต้องเป็นเจ้าของ, ต้องคอยดูแลเอาใจใส่, ในส่วนนี้เราทำอะไรบ้าง

       เปิดร้านต้องเป็นเจ้าของ อันนี้ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่สำหรับเรา มันต้องการการดูแลเอาใจใส่แน่นอน อย่างร้านนี้เราทำกันเองทั้งหมดเลยครับ ยกเว้นห้องน้ำไม่กล้าทำเดี๋ยวส้วมแตก สำหรับผม ผมคิดว่า ถ้าจะทำอะไรสักอย่าง ก็ต้องลองทำด้วยตัวเองก่อนครับ คิดและลองลงมือเอง เรียนรู้เอง ตัดสินใจเองก่อน แล้วผลจะเป็นอย่างไร ยังถูกผิดยังไง แต่มันก็น่าภูมิใจมากๆเลยครับ ชอบตอนที่ทำร้านเสร็จมากๆเลย นั่งดู ยืนดูอยู่นาน เพราะทั้งทาสี ทำเคาเตอร์ เดินไฟฟ้าภายใน ติดไฟร้านด้านนอก เราช่วยกันทำหมด มีเพื่อนๆมาช่วยด้วย ต้องขอบคุณมากเลย อย่างตอนนี้ก็จะค่อยช่วยเอินทำอาหารบางเวลาที่มีคนเยอะ หรือตอนที่เอินไม่อยู่ร้าน ก็จะมาอยู่แทนครับ สนุกมาก ใช้พลังงานเยอะดี


– การเดินเข้าสู่ชีวิตที่ใส่ใจรายละเอียดมากขึ้น ดังเช่นการเปิดร้าน ทำให้เราได้ค้นพบชีวิตที่เราตามหาหรือเปล่า ?

       ไม่เจอชีวิตที่หาครับ หรือว่าไม่ได้หาชีวิตที่อยากเจอ หรือไม่ก็ไม่ได้สนใจครับ (หัวเราะ) สรุปคือ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ครับ ชีวิตมันก็เดินไปตามเรื่องของมันครับ ไม่หาดีกว่า

– ถือว่ามุมมองต่อชีวิตของเราเปลี่ยนไปหรือไม่, อย่างไรบ้าง เมื่อเราได้มาอยู่ในจุดนี้ จากอดีตที่ผ่านมา

       มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆนะครับ ตามประสบการณ์ที่เราได้รับระหว่างช่วงชีวิต แล้วมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนที่มันเคยเปลี่ยนครับ บางทีพรุ่งนี้มันก็เปลี่ยนแล้วครับ

– เมื่อก่อนมองความสุขเป็นเรื่องของอะไร – ตอนนี้มองความสุขเป็นเรื่องของอะไร

       เหมือนเดิมนะครับ ความสุขของผมที่รู้สึกมีความสุขที่สุดคือ ทำอะไรที่ทำด้วยตัวเองแล้วมันเสร็จ ไม่ว่าจะทำให้ตัวเองหรือให้คนอื่น เวลามองสิ่งนั้นมัน มีความสุขมากครับ อย่างตอนที่ทำเคาเตอร์ในร้านเสร็จ โคตรมีความสุข

– ตอนนี้ถือว่าได้ค้นพบความสุขจริงๆแล้วหรือยัง

       ก็เจอกันบ่อยนะครับ ไม่ต้องค้นหาก็ได้ บางทีอยู่เฉยๆก็มีความสุขแล้ว

– วางแผนในอนาคตอย่างไร ?

       ไม่ได้วางครับ ปล่อยให้มันเดินทางไปเองครับ

-ปรัชญาที่ค้นพบระหว่างดำเนินชีวิต มีหรือไม่ ?

       “จงทำงานในสิ่งที่รัก อย่าไปใส่ใจการแข่งขันจนเสียสมดุลของตัวเอง เห็นคนอื่นรวยก็อยากรวยกว่า เห็นคนอื่นเก่งก็อยากเอาชนะ แต่ให้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก เพราะเมื่อลืมการแข่งขัน ไม่สนว่าใครนำอยู่ และทำด้วยใจรัก เมื่อนั้นเราก็จะก้าวไปอย่างรวดเร็ว : กฤษณมูรติ“  อ่านแล้วรู้สึกสบายใจดีครับ ไม่ต้องแข่งกับคนอื่น ไม่ต้องคาดหวัง แค่ทำแล้วมันมีความสุข ก็มีความสุขแล้วครับ

       คงไม่มีใครในโลกนี้ที่รู้จักตัวเรามากกว่าตัวเราเอง ท่ามกลางสังคมเมืองอันวุ่นวายภายนอก หากใจภายในเรารู้ว่าเราทำอะไรและทำในสิ่งที่เรารัก ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ หากแต่สิ่งเล็กน้อยที่เราได้ทำ มันคือสิ่งที่เรารัก หรือเป็นสิ่งที่เราทำให้คนที่เรารัก นั่นก็คือนิยามแท้ของคำว่า “ความสุข” เช่นกันกับการใช้ชีวิตอันเร่งรีบย่อมนำมาซึ่งการละเลยสิ่งรอบข้างและรายละเอียดเล็กน้อยที่จะคอยเติมแต่งให้ชีวิตเรานี้มีสีสัน

       บางทีจุดหมายปลายทางอาจไม่ได้สำคัญไปกว่ารายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่รอให้เราหยุดชื่นชมข้างทาง ดอกไม้จะสวยได้เพราะมีคนที่เดินไปมาหยุดและยืนมองมัน ดังในบางช่วงบางตอนของบทสัมภาษณ์ระหว่างเรากับแบม หลายคนตั้งเป้าหมายและวางแผนชีวิตอนาคตให้สูง แต่กับเขา เขาบอกกับเราว่า “ชีวิตมันก็เดินไปตามทางของมัน” ฟังดูแล้วหลายคนอาจหนาวๆร้อนๆได้เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แบมรู้และมั่นใจ คือเขากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เขาเลือกเอง เป็นการเดินที่ช้าแต่มีความสุข เพราะเขาได้เก็บรายละเอียดความสุขที่หล่นอยู่รอบตัวเขามาชื่นชมอย่างเต็มที่ ที่สำคัญเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่ไม่มีใครมาเดินแข่ง หากจะมีก็คงมีแค่คนเดียว-คือตัวเขาเอง

เรื่องราวชีวิตของ  Humans of  Chiang Mai คนต่อไปจะเป็นใคร ติดตามกันได้ที่นี่ และถ้าหากใครมีบุคคลแห่งแรงบันดาลใจที่อยากแนะนำ ก็อย่าลืมแวะมาเม้นท์มาแชร์ให้เราได้รู้ตามช่องคอมเม้นท์ด้านล่าง หรือ
  
เจ๋งจะได้ตามไปเจาะลึกกันอย่างทันท่วงที ราตรีสวัสดิ์ครับพี่น้องชาวเชียงใหม่

Relate Posts :

รวม 8 ร้านคาเฟ่ Dark Tone เชียงใหม่ คุมโทนแบบปังๆ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineแอดจะพาทุกคนไปตะลุย 8 ร้านคาเฟ่ที่มีโทนสี ดำ สีเทา ให้เข้ากับตีมคนเท่ คุมโทนขาวดำกันไปเลยย บอกเลยว่าถ่ายออกมาแล้วดูเท่ห์ ชิคๆ คูลๆ ได้รูปปังๆ กลับไปแน่นอนจ้าว เดี๋ยวแอดจะพาทุกคนไปร้านต่างๆ ตามนี้เลยน้า Black Biscuit Cafe & Bar Component lab 1988 Café DWBH GRAPH One Nimman Brecht homebake Grain Cafe Max Coffee แต่ละร้านเค้าก็จะมีเครื่องดื่มหรือขนมที่เป็นซิกเนเจอร์ของแต่ละร้านด้วย แถมยังได้ถ่ายรูปแบบปังๆ จะมีร้านไหนบ้างไปชมกันเลยยย 1) Black Biscuit Cafe & Bar เริ่มกันที่ร้านแรกที่ Black Biscuit Cafe & Bar นั่งโซฟาแบบนุ่มสบาย และนอกจากนี้ที่นี่เขามีทั้งเมนู อาหาร ขนม […]

Ninereview

January 4, 2022

10 ของย่างหน้าหนาว ถูกใจสไตล์ คนเมือง

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineฉันหนาวจังเลยพี่ชาย พี่ชายพอจะมีอะไรอุ่นๆ แก้หนาวนี้ไหมจ๊ะ มีแน่นอน แอดเอา ของย่างหน้าหนาว มาแนะนำ วันนี้แอดขอมาแบบสไตล์คนเมืองสักหน่อย สมัยแอดเป็นบ่าวน้อย ได้ไปเที่ยวงานวัดแต่ละครั้งก็จะเจออาหารแบบนี้ พูดแล้วก็นึกถึงสมัยแต่ก่อนเลย เป็นของที่ทำได้ง่ายๆ ทานได้ง่ายๆ หาซื้อได้ตามตลาดบ้านๆ เหมาะมากสำหรับหน้าหนาวในแต่ละปี พอเอามาย่างแล้วรับรองว่า กลิ่นหอม อร่อยถูกปากคนเมืองอย่างแน่นอน อย่ารอช้า เพราะเฮียอ๋ามาแล้วววววว  พิกัด: ตลาดเมืองใหม่ (เปิด 24 ชม.) และ ตลาดวโรรส (08:00 – 16:30 น.) GPS ตลาดเมืองใหม่: g.page/MuangMaiMarket?share GPS ตลาดวโรรส: goo.gl/maps/FQCWbr7w6ohupput8  1. ข้าวจี่ เป็นอาหารที่เรียบง่าย ส่วนมากจะเกิดเมนูนี้ขึ้นมาก็หลังจากที่กินข้าวเหนียวแล้วเหลือนี่แหละ ฮ่าๆ ถ้าแม่เห็นนี่ตีเลยนะ กินข้าวให้เหลือเนี่ย  เราก็จะนำข้าวมากำๆ ให้มันแน่นๆ จากนั้นจะปั้นให้ยาว หรือบี้ให้แบนก็ได้แล้วแต่จะชอบ จากนั้นคลุกกับไข่ดิบ แล้วเอาขึ้นย่าง แล้วก็คลุกย่างอีก ทำสองสามรอบก็ได้แล้ว เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยก็คือ ใส่ซอสนิดๆ เพื่อเพิ่มรสชาติให้ไข่หน่อย […]

Arr

December 21, 2021

หมูกระทะ ชาบูต้อง “หมูนุ่มปรุงรส Superchef-CPF” อร่อยกับเพื่อนง่ายๆ แค่ฉีกซอง

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineยี่เป็งปีนี้อยากกิน หมูกระทะกับเพื่อน แต่ไม่มีเวลาหมักหมูเองทำยังไงดี ?? ลอง หมูนุ่มปรุงรส Superchef-CPF สิ!! ทุกปัญหาจะหมดไป เพราะวันนี้แอดมีเคล็ดลับ (ที่ไม่ลับ) มาบอกทุกคนจ้าว สิ่งที่จะทำให้เรามีเวลาเอ็นจอย กับคนสำคัญในเทศกาลพิเศษได้ยาวนานยิ่งขึ้น เพราเราไม่ไม่ต้องเสียเวลามาเตรียมหมู และหมักหมูเองอีกต่อไป ไม่ว่าจะปิ้ง ย่าง ชาบู หมูกระทะ ก็เอาอย่ในทุกสถานการณ์แน่นอน นั่นก็คือการที่แอดแลือกใช้หมูนุ่มปรุงรสซูเปอร์เชฟเป็นตัวเลือกคู่หู คู่ใจ ในทุกเทศกาลจ้าววววว ซึ่งมีหมูนุ่มปรุงรสให้เลือกกันถึง 7 อย่าง แบบจุกๆ กันเลยจ้าว ไม่ว่าจะเป็น หมูนุ่มปรุงรส หมูนุ่มปรุงรสน้ำมันงา หมูนุ่มปรุงรสพริกไทยดำ หมูนุ่มปรุงรสบาร์บีคิว สามชั้นน้ำมันงา หมูบะช่อปรุงรส ตับหมูปรุงรสน้ำมันงา ซึ่งหมูนุ่มแต่ละแบบของซูเปอร์เชฟจะให้รสชาติ สัมผัสที่นุ่ม หอม อร่อย เข้าเนื้อเน้นๆ และอีกเหตุผลสำคัญที่แอดเลือกให้หมูนุ่มของซูเปอร์เชฟให้อยู่กับแอดมาทุกเทศกาลก็คือ “ราคาคุ้มค่า” สบายกระเป๋ามาก จ่ายไม่ถึงร้อย ก็อร่อยฟินๆ ได้ เรื่องปริมาณก็จุกๆ บอกเลยว่ากิน 3 คนก็ยังเอาอยู่ […]

uoodpoon

December 3, 2021

Republic Coffee กาแฟรถส้มสุดชิค ในวัดศรีเกิด แวะจิบกาแฟแบบสโลว์ไลฟ์

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineRepublic Coffee อยกนั่งจิบกาแฟแบบสโลว์ไลฟ์ นั่งรับลมเย็นๆ ภายในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ของวันศรีเกิด ซึ่งเป็นร้านสุดแนวที่แอดแวะไปเที่ยวมาเมื่อวัน สองวันที่ผ่านมานี้เองจ้า บรรยากาศที่ร้านที่ดีมาทุกค๊นน ใครที่บ่นมาไม่ถูกกับวัดนะ ถ้ามาเจอร้านกาแฟรถตู้คันสีส้มสุดจี๊ดคันนี้ละก็ วัดจะเย็นขึ้นมาทันที เมนูเครื่องดื่มราคาเริ่มต้นแค่ 40 บาท ถือเป็นราคาที่จับต้องได้ และคุ้มค่ามาก นอกจากร้านจะดูชิคๆ คูล ถ่ายรูปคู่กับร้านมุมไหนก็เกร๋แล้ว พี่เจ้าของร้านก็ยังอัธยาศัยดี พูดคุยเป็นกันเองสุด เผลอๆ ใครที่พูดคุยถูกคอ อาจจะมีดริ้งฟรีนะจ๊ะ รับรองว่าใครมาแวะชิมเครื่องดื่มที่ร้านเป็นต้องติดใจแน่นอน จนต้องบอกต่อกันในกลุ่มเพื่อนๆ แน่นอน พิกัด: วัดศรีเกิด ถนนเส้นราชดำเนิน (ทางไปวัดพระสิงห์ – ประตูท่าแพ)เวลาเปิด – ปิด : 09:30 – 16:30 น. (เปิดทุกวัน) ร้านกาแฟรถตู้สีส้มสุดน่ารัก กับบรรยากาศสุดเป็นกันเอง ใครมาเที่ยวทำบุญที่วัดศีเกิดบอกเลยว่าห้ามพลาด ถึงแม้จะเป็นร้านรถตู้เล็กๆ แต่เมนูคือมีครอบจักรวาลแน่นอน พิเศษกว่านั้นก็คือใครที่มาอุดหนุนที่ร้านได้ชิมเมนูที่ไม่มีขายที่อื่นแน่นอน เพราะทุกเมนู(ยกเว้นเมนูกาแฟมาตรฐานทั่วไปแล้ว) ทุกตัวพี่เจ้าของร้านเป็นคนคิด ปรุงขึ้นมาเองเน้อ รับรองว่าคอกาแฟ สายง่วง […]

uoodpoon

November 11, 2021

Jiberrish Home Studio & Sometime Cafe ร้านมินิมอลสุดน่ารัก หน้าวัดดอยคำ

Facebook iconFacebookTwitter iconTwitterLINE iconLineJiberrish Somtime Cafe : แอดเชื่อว่าใครหลายๆ คน ทั้งคนเชียงใหม่ และคนเชียงใหม่ ต่างจังหวัดต้องมีคาเฟ่ในดวงใจแน่นอน ที่เมื่อว่างต้องแวะเวียนกลับไปนั่งชิลล์ๆ พักผ่อน อ่านหนังสือ หรือทำงาน บลา… วันนี้แอดมีคาเฟ่ลับๆ ที่เปิดมานานกว่า 10 ปีแล้ว (แต่แอดก็เพิ่งรู้จ้า ว่ามีคาเฟ่แบบนี้ด้วย)  ร้าน Jibberish Somtime Cafe เป็นร้านที่เริ่มมีจุดเริ่มต้นมาจาก Home Studio เกี่ยวกับงานผ้ามัดย้อม ทำพวกของ Handmade มานานแล้ว แต่ด้วยวิกฤตโรคระบาดช่วงปี สองปีที่ผ่านมา ทางร้านจึงมีการปรับหน้าร้านให้มีการแบ่งพื้นที่เปิดคาเฟ่ด้วย ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ที่ไม่ได้ใหญ่มาก ที่นั่งไม่ค่อยเยอะ ใครไปเป็นกรุ๊ปเยอะๆ แอดขอบอกไว้ก่อนว่าใจเย็นๆ เน้อ  พิกัด: เยื้องหน้าลานจอดรถ บันไดนาค วัดพระธาตุดอยคำ เวลาเปิด – ปิด: 09:00 – 17:00 น. (เปิดเฉพาะวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) โทร: 086 252 9489 Facebook: jibberish   บรรยากาศร้านคือดีมาก เป็นร้านเล็กๆ แบบมินิมอล แต่บรรยากาศช่วงสายๆ คือดีย์ เหมาะกับกรนั่งอ่านหนังสือ จีบชา กาแฟ ถ่ายรูป […]

uoodpoon

November 1, 2021